ฉบับที่สามสิบ...ตาแป๊ะกับผู้ใหญ่บ้าน...
posted on 26 Aug 2008 15:53 by kokoronashi in Diary
บนถนนสายลูกรังที่เลียบยาวไปตามแนวทุ่งนาในชนบทแห่งหนึ่ง
ตาแป๊ะแก่ ๆ หยุดเดินกระทันหัน หยิบผ้าขาวม้าสีกระดำกระด่างที่พาดคอมาซับเหงื่อตามใบหน้าและลำคอ เหงื่อที่ไหลโซมกายเพราะแสงแดดเจิดจ้าตอนกลางวันแบบนี้ เมื่อรวมกับฝุ่นที่เกาะอยู่ตามใบหน้าทำให้สีของผ้าขาวม้าหม่นโทรมยิ่งกว่าเก่า
ระยะหลัง ๆ ฝุ่นบนถนนลูกรังชักจะเอาใหญ่ ฟุ้งได้ฟุ้งดี ฝนก็ไม่ยอมตกทั้ง ๆ ที่เป็นหน้าฝน ตอนกลางวันมีแต่ลมพัดหอบฝุ่นให้ตลบอบอวล แดดก็ช่วยส่องให้อากาศร้อนระอุ ส่วนกลางคืนลมกลับสงบ บางคืนมีฝนแถมมาให้หนาวจับใจเข้าไปอีก
"ร้องชิกหาย เมื่อหล่ายฝงจาตกซักทีวะ" ปากบ่นไปพลางมือก็ขยับงอบบนหัวให้เข้าที่เข้าทางไปด้วย
ผู้ใหญ่บ้านคนก่อนสัญญาว่าจะทำถนนเทปูนให้ แต่ก็ยังไม่ทันได้ทำ ชิงโดนฟ้าผ่าตายไปซะก่อน พอมาถึงผู้ใหญ่บ้านหัวสมัยใหม่คนปัจจุบัน โครงการดังกล่าวก็ถูกพับทิ้งไป...เพราะผู้ใหญ่บ้านคนใหม่เน้นเรื่องการพัฒนาการศึกษาและเทคโนโลยีเข้าสู่หมู่บ้าน แป๊ะฟังแล้วก็งงว่าการศึกษากับเทคโนโลยีมันจะทำให้อากาศร้อนกับฝุ่นบนถนนหายไปได้ยังไง
แถมผู้ใหญ่คนใหม่ที่ว่าก็มักจะเอาเวลาส่วนใหญ่ไปช่วยเมียขายกับข้าว ได้ข่าวว่ากับข้าวเมียผู้ใหญ่อร่อยหนักหนา และเพราะความที่เมียผู้ใหญ่ทำกับข้าวอร่อยนี่แหละ เลยทำให้ผู้ใหญ่บ้านติดนิสัยชอบวิจารณ์กับข้าวลูกบ้านจนลูกบ้านเอือมระอา แอบด่ากันอยู่ทุกวัน ว่าที่เป็นผู้ใหญ่บ้านที่เก่งแต่กิน...แต่่ทำงานหลวงไม่ได้เรื่อง...แถมมีคนพูดกันอีกว่ารัฐกำลังจะขึ้นเงินเดือนผู้ใหญ่บ้านกับกำนันเป็นสองเท่า ยิ่งทำให้ชาวบ้านไม่ชอบใจยิ่งขึ้นไปอีก
แต่ที่ทำให้แป๊ะไม่ชอบใจมากขึ้นก็เพราะผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบันสั่งห้ามไม่ให้แป๊ะเอาวัวเดินบนถนน โดยให้เหตุผลว่ามันเกะกะชาวบ้านคนอื่น ๆ แถมระเบิดบกที่วัวทั้งหลายปล่อยไว้ก็เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่บ้านเห็นว่าจะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้ หมู่บ้านสมัยใหม่ยุคอินเตอร์เน็ตจะปล่อยให้มีขี้วัวเกลื่อนถนนได้ยังไงกัน
"อย่าเอาวัวมาเดินบนถนนสิแป๊ะ ขี้กันเต็มถนนแบบนี้ใครจะมาเก็บให้ล่ะ"
ผู้ใหญ่บ้านลงมาจากรถพลางเดินหลบระเบิดและเปิดฉากโต้วาทีกับแป๊ะในทันที
"อั๊วะก็เลี้ยงของอั๊วะมาอย่างเงี้ย ผู้ใหญ่บ้างคงก่องอีก็ม่ายเห็งว่าอาลาย ขี้มังเต็มถะหนงก็ม่ายเห็งเปงลาย ถึงมังขี้มังก้อขี้บงทาหนง ม่ายล่ายขี้บงหน้าลื้อซักกาหน่อย ลื้อจะมาบ่งทำมาย"
แป๊ะตอบแบบไม่สนใจอะไร พลางหันไปฟาดไม้ใส่ก้นวัวที่เริ่มหยุดเดิน
ผู้ใหญ่บ้านโดนเข้าไปหนึ่งดอกแต่ก็ยังพยายามหาเหตุผลมาเอาชนะแป๊ะ
"แต่ขี้เรี่ยราดแบบนี้มันเดือดร้อนคนขับรถผ่านไปผ่านมานะแ๊ป๊ะ ในนาก็มีที่ให้เดินทำไมไม่ไล่มันลงไปข้างล่างล่ะ"
"ก้อพื้งลิงในนามังตาปุ่มตาป่ำ อั๊วะเลิงม่ายลีก้อข้อเท้าพิกหมกซี่ เดิงบงถะหนงงี้แหละสบายตีงอั๊ว"
ตาแป๊ะตอบพลางยกตีนให้ผู้ใหญ่บ้านดูเป็นขวัญตา
"ไม่รู้ล่ะแป๊ะ ถ้าแป๊ะยังไม่เลิกพาวัวมาเดินเกะกะถนนแบบนี้ผมจะเอาตำรวจมาจับแป๊ะจริง ๆ ด้วย"
ผู้ใหญ่บ้านรุ่นใหม่ที่ชอบมองจอคอมพิวเตอร์มากกว่ามองตีนแป๊ะเริ่มหงุดหงิด เลยเอาตำรวจมาขู่ให้สิ้นเรื่องสิ้นราว
"ทามมาย ให้มังมาซี่ อั๊วะจาให้วัวขวิกให้หมก อั๊วะอยู่มาตั้งแต่ลื้อยังไม่เกิก ม่ายเหงมีคายมาบ่ง...จามาห้ามอั๊วะแบบนี้อั๊วะจาปาท้วง"
แต่ก็แป๊ะก็ได้แค่ขู่ เพราะแป๊ะก็ไม่รู้หรอกว่าคำว่าประท้วงหมายถึงอะไร แป๊ะเคยเห็นแต่ในทีวีที่มีคนมานั่งตากแดดร้อน ๆ ไม่ทำการทำงาน แล้วก็มีป้ายเขียนตัวหนังสือภาษาไทยที่แกอ่านไม่ออกเต็มไปหมด แกก็ไม่รู้ว่าประท้วงแบบนั้นจะได้อะไรขึ้นมา ทรมานตัวเองเปล่า ๆ
ด้านผู้ใหญ่บ้านก็ทำได้แค่คอยปะทะกับแป๊ะทุกครั้งที่เห็นแกพาวัวมาเดินบนถนนลูกรัง
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแทบทุกวันจนเป็นภารกิจหลักเพียงอย่างเดียวของผู้ใหญ่บ้าน เพราะนอกเหนือจากหาเรื่องแป๊ะแล้ว ผู้ใหญ่บ้านก็ยังไม่รู้จะทำอะไร ก็ยังคงช่วยเมียขายข้าวแกงเหมือนทุก ๆ วัน ว่าง ๆ ก็นั่งอ่านเว็บพันติ๊ปดอทคอมไปเรื่อย ๆ
ส่วนอาแป๊ะนั้นเล่า ทุกวันนี้แป๊ะก็ยังคงเดินไปตามถนนลูกรังเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฝูงวัวที่แป๊ะเลี้ยงมาก็ตัวใหญ่ขึ้นมากจนชาวบ้านหลาย ๆ คนเริ่มหวาดผวาเมื่อต้องขับรถผ่าน บางครั้งแป๊ะก็ไปนอนเล่นโคนต้นไม้ข้างทางแล้วปล่อยให้วัวนอนกันกลางถนน จนต้องให้ชาวบ้านที่โดนสกัดทางผ่านเดินมาบอกแป๊ะให้ไปไล่วัวให้ แป๊ะถึงจะไปไล่ให้
แต่วัวของแป๊ะก็พอจะน่ารักอยู่บ้าง ทุกครั้งที่เดินผ่านโรงเรียน หรือกินหญ้าแถว ๆ โรงเรียน พวกมันจะกินกันเงียบ ๆ ไม่ส่งเสียงร้องเล่นจนนักเรียนเรียนไม่รู้เรื่อง คงเพราะพวกมันเห็นแป๊ะชอบคุยกับเด็ก ๆ ก็แป๊ะไม่มีลูกมีหลาน เป็นใครมาจากไหนก็ไม่มีใครรู้ ตอนมาหมู่บ้านแกก็มาคนเดียว อยู่มาตั้งแต่ผู้ใหญ่บ้านคนก่อนยังเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ อยู่ด้วยซ้ำ
วันหนึ่งขณะที่อาแป๊ะนั่งดูทีวีระหว่างกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านข้างอนามัยประจำหมู่บ้านนั้น แป๊ะก็ได้เห็นภาพข่าวเกี่ยวกับคนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง แป๊ะพยายามเงี่ยหูฟังชื่อของกลุ่มคนในข่าว แต่ชื่อมันฟังดูยาก ๆ จับความได้ว่าชื่อกลุ่มอะไรมิตร ๆ เนี่ยแหละ
ในทีวีแสดงภาพคนกลุ่มใหญ่ ๆ นั้นกำลังรุมล้อมตึกหลังใหญ่ ๆ มีภาพคนในกลุ่มทำร้ายคนใส่สูท แป๊ะดูไปก็สงสัยไปว่ามันที่ไหน แป๊ะเคยได้ยินว่าที่ต่างประเทศมันเคยมีคนมาขว้างระเบิดขวดใส่กัน แต่หน้าตาคนในทีวีมันก็มีเค้าของคนไทยอยู่เหมือนกัน
"ไม่ไปกับเค้าด้วยล่ะแป๊ะ"
เสียงผู้ใหญ่บ้านทัก แป๊ะหันไปดู วันนี้ผู้ใหญ่บ้านพาเมียมากินก๋วยเตี๋่ยวข้างนอก เนื่องจากเจอกันในร้าน ไม่ใช่ในถนน จึงถือเป็นเขตอภัยทาน แป๊ะจึงตอบผู้ใหญ่บ้านด้วยไมตรี
"ไปยังงาย นี่มังที่ไหนอั๊วะยังไม่ลู้เลย ลื้อลู้หลืองาย แล้วทำไมวังนี้ลื้อไม่ไปขายข้าววะ"
ตอบพลางมองหน้าเมียผู้ใหญ่บ้าน...เพิ่งเคยเห็นใกล้ ๆ มีเมียสวยอย่างนี้เอง ถึงได้มัวแต่ขายกับข้าว ไม่ยอมทำงานหลวง แถมเอาแต่มาไล่วัวอั๊วอยู่ได้...ตาแป๊ะแอบคิดในใจ...
"ก็ที่.....ไงล่ะ แป๊ะรู้จักมั้ย"
"ลู้จักอั๊วะก็ไม่ไป บ้าลึป่าว คงเยอะแบบนั้ง เปงลมตายห่า อั๊วะอยู่เลี้ยงวัวที่นี่เย็งสบายกว่าเยอะ"
"แล้วนี่งางกางมังไม่มีกังรึยังงาย ไปก่อกวนชาวบ้างเค้าน่า คงเค้าจาทำมาหาแหลกกังล่ายยังงาย ปิกถาหนงกังแบบนั้ง"
ผู้ใหญ่ได้ฟังแป๊ะพูดเข้าทางเลยแอบหยอดไปที
"ก็เหมือนที่วัวแป๊ะมันยังมานอนขวางถนนได้เลย ไม่เห็นแป๊ะจะว่าอะไรนี่นา"
"ก็นั่งมังวัว วัวมังโง่กว่าคง แต่นี่มังเปงคงแท้ ๆ ไปนั่งเกะกะ ไล่ก็ไม่ไป ไม่รู้มังโง่รึว่าหน้าล่างกังแน่ วัวอั๊วแค่ส่งเสียงมังก้อหลีกแล้ว นี่อะลายกัง พึลึกคง"
แทนที่แป๊ะจะสำนึกผิด กลับหันไปพาลใส่คนในทีวีซะอย่างนั้น ถึงจะเล่นงานแป๊ะไม่ได้แต่ผู้ใหญ่บ้านก็อดยิ้มไปกับคำพูดของแป๊ะไม่ได้
"แป๊ะจะไปว่าแบบนั้นมันก็ไม่ถูกนะ เค้าทำแบบนี้ก็เพื่อความถูกต้อง เพื่อประเทศชาตินะแป๊ะ"
แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวแย้ง ก่อนจะยกก๋วยเตี๋ยวมาเสิร์ฟให้ผู้ใหญ่บ้านกับเมีย แล้วจึงนั่งลงที่เก้าอี้หน้าเตาและหันไปดูทีวีด้วยอีกคน
"จะประเทกชากรึประเทกอารายอั๊วก็ไม่ลู้แหละ อั๊วะลูมังทำแล้วไม่เหงจาเพื่อชาิกตงไหน คงทำเพื่อชากแล้วทำไมมังต้องทำคงชากเลียวกังเจ็บล่วยล่ะวะ"
ตาแป๊ะลุกขึ้นยืน ตายังมองไปที่ภาพในทีวี ปรากฏภาพคนกำลังปะทะกับกลุ่มทหารตำรวจที่มาระงับเหตุ พร้อมกับตัดไปที่คนใส่สูทอีกหลาย ๆ คนที่โดนขว้างปาของใส่จนต้องหลบกันจ้าละหวั่น
ผู้ใหญ่บ้านเหยาะน้ำปลาลงบนก๋วยเตี๋ยว แม้จะพร่องไปเกือบครึ่งแต่ก็ดูเหมือนจะยังปรุงได้ไม่ถูกใจเสียที เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นภาพคนนับพันนับหมื่นนั่งชุมนุมกันอยู่ีอีกที่ มีผ้าคาดหัว ส่งเสียงเป็นระยะ ๆ อย่างพร้อมเพรียง
"ถ้าแป๊ะเกลียดขี้หน้าผมมาก ๆ เข้า แป๊ะจะมานั่งไล่ผมแบบนี้มั้ยเนี่ย"
ผู้ใหญ่บ้านถามแป๊ะพลางยิ้มนิด ๆ ก็ลูกบ้านคนนี้น่าจะเกลียดขี้หน้าเขาไม่เบานี่นา
แต่คำตอบของแป๊ะ กลับผิดคาดสำหรับผู้ใหญ่
"อั๊วไม่ล่ายเกียกลื้อ อั๊วจามาไล่ลื้อทำไมวะ"
"ลื้อมาไล่วัวอั๊ว วัวอั๊วมังอากจาเกียกลื้อ แต่ที่อั๊วเกียกคือสิ่งที่ลื้อทำกับอั๊ว แล้วก็สิ่งที่ลื้อทำต่องางของลื้อ ไม่ใช่ตัวลื้อ"
"ต่อให้อั๊วเกียกลื้อขึ้งมาจิง ๆ อั๊วก็ไม่ทำอาไลทั้งนั้ง อั๊วเอาเวลามาลูวัวอั๊วลีกว่า ถ้าวัวอั๊วไม่มีหญ้าแหลก อั๊วก็จาไม่มีสตางค์แหลกข้าว ส่วนลื้อจาทำงางยังไงก็เลื่องของลื้อเอง ลื้อจะอยู่ลึไม่อยู่อั๊วก็ต้องทำมาหาแหลกอยู่ลี"
"ลื้อทำงางลีลื้อก็ภูมิใจในตัวลื้อเองว่าลื้อเปงผู้ใหญ่บ้างที่ลี หรือว่าถ้าลื้อจะเลวอั๊วก็ไม่ลับลู้กับลื้อ"
ตาแป๊ะหยิบเหรียญห้าสองเหรียญขึ้นมาวางไว้เป็นค่าก๋วยเตี๋ยว แล้วก็หันหลังกลับเพื่อจะเดินออกไปดูฝูงวัวที่แกปล่อยให้นอนเล่นอยู่ในทิวไม้ใกล้ ๆ ร้าน ก่อนจะหยุดเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันกลับมาพูดกับผู้ใหญ่บ้านเป็นประโยคสุดท้ายก่อนจะเดินออกไป
"แล้วอั๊วก็มีหน้าที่เลี้ยงวัว ไม่ล่ายมีหน้าที่มานั่งไล่ลื้อ"
คล้อยหลังตาแป๊ะไป ผู้ใหญ่บ้านนั่งสบตากับคู่ีชีวิตคล้ายต้องการจะถามอะไรสักอย่าง แต่สิ่งที่สะท้อนกลับมาในดวงตาของอีกฝ่ายกลับเป็นใบหน้าของคนที่มีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว...
สัปดาห์ต่อมา มีคนงานมาเทปูนทำทางลูกรังในหมู่บ้านให้เป็นปูนทั้งหมด โครงการนี้ดำเนินไปได้อย่างรวดเร็วเพราะผู้ใหญ่บ้านพยายามขอความสนับสนุนจากเทศบาล หลังจากนั้นไม่ถึงเดือน ถนนใหม่ก็พร้อมให้อาแปะพาวัวมาทิ้งระเบิดเป็นการเจิม โดยผู้ใหญ่บ้านเลิกทะเลาะกับตาแป๊ะ แต่เปลี่ยนไปขอความร่วมมือกับครูใหญ่ให้พาเด็ก ๆ มาเก็บขี้วัวไปเป็นปุ๋ยสำหรับวิชาเกษตรกรรมในโรงเรียนแทน ถนนปูนช่วยให้การเก็บขี้วัวทำได้ง่ายขึ้น ผู้ใหญ่บ้านเองก็ไม่ต้องมาทะเลาะกับตาแป๊ะด้่วยเรื่องขี้ ๆ ที่ไม่ขี้อีกต่อไป.....
คืนหนึ่ง...ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านนอนดูทีวีอยู่บนบ้าน ยังมีภาพข่าวของคนกลุ่มเดิม ๆ ขับไล่คนกลุ่มเดิม ๆ ทั้ง ๆ ที่เวลาผ่านมาหลายเดือนแล้วแต่ก็ยังมีแต่ภาพซ้ำ ๆ เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ถ้าเทียบกับหมู่บ้านนี้แล้ว หมู่บ้านนี้ยังพัฒนามากขึ้นกว่าเดิมตั้งเยอะ
ถ้าตาแป๊ะใช้วิธีรุนแรงกับเขา ก็คงไม่ยากที่จะเอาชนะด้วยกฏหมาย เพราะเขาเป็นผู้ใหญ่บ้าน คนแก่ ๆ คนหนึ่งอย่างตาแป๊ะ คงไม่มีอะไรจะมาสู้รบปรบมือด้วยได้ แล้วเขาก็จะเชื่อมั่นในสิ่งที่เขาทำว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดต่อไป หมู่บ้านก็ยังต้องรอผู้นำที่ทำเพื่อสังคมกันต่อไป
แต่สิ่งที่ทำให้เขาตาสว่างไม่ใช่ความรุนแรง ไม่มีใครเสียเลือดเสียเนื้อ ไม่มีใครเจ็บตัวหรือเจ็บใจ แต่หมู่บ้านของเขาก็พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น เพียงเพราะการเปลี่ยนวิธีการทำงาน เปลี่ยนวิธีคิดของผู้ใหญ่บ้าน โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากตาแป๊ะคนหนึ่งเท่านั้น
ถึงตัวของแกเองจะไม่ได้มีเจตนาอะไร แต่ก็ถือว่าตาแป๊ะสู้ด้วยคำพูด ด้วยสันติวิธี ไม่ใช่กำลัง
ทำไมคนกลุ่มใหญ่กลุ่มนั้นไม่คิดเหมือนกับตาแป๊ะบ้างนะ
คิดไปพลางห่วงเมียตัวเองไม่ได้ ตั้งแต่วันนั้นมาก็ไม่ได้ค่อยได้ช่วยขายกับข้าวเลย ต่อไปนี้คงต้องจ้างคนมาช่วยขายซะแล้วสิ
เหลือบมองนาฬิกาบอกเวลาดึกมากแล้ว ผู้ใหญ่บ้านยันตัวลุกขึ้นไปปิดทีวี
พร้อมกับที่หน้าจอดับลง ผู้ใหญ่บ้านนึกถึงคำพูดของแป๊ะที่ว่า
"แล้วอั๊วก็มีหน้าที่เลี้ยงวัว ไม่ล่ายมีหน้าที่มานั่งไล่ลื้อ"
หน้าที่ใครก็หน้าที่มันสินะ...
ผู้ใหญ่คิดได้เพียงเท่านี้ก็ผล็อยหลับไป...


