ว่าด้วยการเป็นล่าม ตอนที่2...About Interpreter Part II
posted on 07 Mar 2008 08:55 by kokoronashi in Japaneseหลังจากที่เอ็นทรี่ที่เขียนส่งเดช (อ้าวเห้ย -*- ...by คนอ่าน) ทะลึ่งไปขึ้นบัญชีไปรษณีย์ร้อน [Hot post...แปลเก่งสมเป็นล่ามจริง ๆ (__ __") ] กะเค้าบ้าง...ก็เลยเกิดกำลังใจในการเขียนสิ่งมีสาระและเกิดหิริโอตตัปปะในการเขียนเรื่องเลอะเทอะขึ้นมาทันควัน...
เอ็นทรี่นี้เลยขอแอ๊บทำตัวมีสาระอีกสักรอบ...สร้างภาพสักหน่อยน่า...
เริ่มจากการตอบคำถามที่ส่งมาทาง ems. ของคุณ ตาลเอง (ประจานซะเลย) ที่เป็นคนอ่านที่หลงผิดส่งมาถามแค่คนเดียว...ก็เลยจะนำมาฝอยๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ให้กระจ่างสักนิดนะครับ...
1) การเป็นล่ามนี่ จำเป็นมั้ยว่า ต้องจบทางด้านภาษามาโดยตรง (อย่างคณะอักษรศาสตร์)
ในกรณีของล่ามภาษาญี่ปุ่นนั้น ไม่จำเป็นครับ เพราะไม่ว่าจะจบปริญญาสาขาไหนมาก็ตาม คุณก็มีสิทธิไปเรียนเพิ่มเติมและไปสมัครสอบวัดระดับความสามารถได้ทุกคน...แถมการจบบางสาขานั้น เมื่อนำความรู้ในสาขาที่เรียนจบมาฟิวชั่นกับทักษะทางภาษาญี่ปุ่นแล้ว จะทำให้เรามีคุณสมบัติที่โดดเด่นมากขึ้น พร้อมกับเงินเดือนที่(น่าจะ)มากตามไปด้วย...เพราะเราจะมีความเข้าใจในเนื้อหางานบางส่วนได้ดีกว่าล่ามธรรมดา เพราะส่วนใหญ่แล้ว ล่ามที่จบสายภาษาโดยตรงจะมีแค่ความรู้ทางภาษาเท่านั้น...
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณจบบัญชี แต่ทำงานเป็นล่าม ย่อมแปลประชุมของแผนกบัญชีได้ดีกว่าล่ามที่จบด้านภาษาอย่างเดียวอยู่แล้ว (ผมเคยตายในหน้าที่มาแล้วครับ ตอนประชุมประจำเดือน เมื่อวานนี้เอง...แปลรายงานของแผนกบัญชีแล้วใบ้กิน ไม่รู้เนื้อหา คำศัพท์ แถมตัวเลขหลักร้อยล้าน ใบ้กินไปเลย TAT )
การจบสายภาษาอาจมีผลเฉพาะในการศึกษาต่อปริญญาโท ขอทุน หรือการสมัครเป็นอาจารย์สอนภาษาในสถาบันของรัฐน่ะครับ
แถม...ตามประกาศรับสมัครงานล่าม มักจะระบุสองสามอย่างคล้าย ๆ กัน คือ
- เพศหญิง/ชาย (และอื่น ๆ (!?) )
- วุฒิ...ปริญญาตรี (ไม่ระบุสาขา)
- ความสามารถทางภาษาญี่ปุ่น (ระดับ 3-2-1)
ย้ำอีกครั้ง...ว่าตอบในกรณีล่ามภาษาญี่ปุ่นเท่านั้นนะครับ ล่ามภาษาอื่นไม่แน่ใจง่ะ (__ __")a
2) หรือการที่ไปอยู่เมืองนอก หรือโตเมืองนอก ที่มีโอกาสได้ใช้ภาษาในชีวิตประจำวันมากกว่า
จะได้เปรียบกว่ายังไง หรือทั้งสองแบบนี้มีข้อแตกต่างกัน ได้เปรียบเสียเปรียบกันยังไงน่ะค่ะ
ขอแบ่งเป็นสองส่วนนะครับ
ด้านประสบการณ์
การไปอยู่เมืองนอกที่เป็นประเทศเจ้าของภาษาที่เราเรียนอยู่นั้น ย่อมได้เปรียบในหลาย ๆ อย่าง เพราะจะได้เรียนรู้ทั้งวัฒนธรรม ประเพณี สภาพแวดล้อม สังคม การใช้ชีวิต ฯลฯ...ซึ่งประสบการณ์ตรงเหล่านี้ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในงานล่ามได้อย่างแน่นอน...แต่ไม่ได้หมายความว่าคนไม่เคยไปเมืองนอกจะเป็นล่ามไม่ได้นะครับ...
เพราะอย่างผมเองก็เคยไปญี่ปุ่นแค่เดือนเดียว ความรู้ด้านสังคม วัฒนธรรม ประเพณี ฯลฯ เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นใกล้เคียงศูนย์...(__ __")a แต่ก็ยังเป็นล่ามได้ เพราะเวลาแปล ก็แปลเกี่ยวกับงาน แปลเรื่องที่อยู่ในโรงงานเท่านั้นเองครับ...
แต่!!! ถ้าต้องเป็นล่ามพาเจ้านายหรือพนักงานคนไทยไปเมืองนอก การที่เราเคยอาศัยอยู่ประเทศนั้น ๆ มาก่อนย่อมสร้างความได้เปรียบในการทำงานอย่างแน่นอนครับ ^^
ด้านทักษะทางภาษา
แน่นอนว่าไปอยู่ต่างประเทศ ถ้าไม่เอาแต่สุงสิงกับคนไทยด้วยกันเองแล้วล่ะก็ ต้องเก่งขึ้นอย่างแน่นอน จะเก่งมากเก่งน้อยก็ขึ้นอยู่กับปริมาณการพูดว่าเป็นคนพูดมากหรือพูดน้อย การฟัง-พูด ของคนที่เคยไปอยู่ต่างประเทศส่วนใหญ่จะดีกว่าคนที่ไม่เคยไปอยู่แล้วครับ แต่คนที่ไม่เคยไป ถ้าอยู่ที่ประเทศไทย ก็เก่งได้ ด้วยการฝึก ฝึก ฝึก แล้วก็ฝึก เช่น ฟังเพลง ดูหนัง ดูอนิเม แล้วฝึกพูดตามบ่อย ๆ ครับ (แต่ผมก็ไม่เคยทำนะ ผมมันคนขี้เกียจ TAT )
ส่วนทักษะด้านการเขียน การอ่าน นั้นไม่เกี่ยวกับสถานที่ครับ ขึ้นอยู่กับความพยายามของแต่ละบุคคล อยู่ที่ไหนก็เก่งได้ถ้าขยัน เพราะเดี๋ยวนี้หนังสือหรือเว็บไซต์ภาษาต่างประเทศมีมากมาย อยู่ที่การไขว่คว้าครับ ^^
เพราะงั้นถ้าถามว่าเสียเปรียบหรือได้เปรียบกันอย่างไร...ถ้าเป็นด้านภาษา ก็คงเป็นเรื่องสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการฝึกฝนต่างกันนั่นแหละครับ...คนที่อยู่ต่างประเทศ มีสื่ออยู่รอบตัว (ผู้คน, โทรทัศน์, วิทยุ, ป้ายประกาศ, หนังสือ, ฯลฯ) แต่คนที่อยู่ประเทศไทย ต้องไขว่คว้าหาสื่อ...ที่เหลือก็ต้องวัดกันที่ความพยายามล่ะครับ ^^ แต่หากดูด้านประสบการณ์...คนที่อยู่เมืองนอกจะได้เปรียบนะครับ เช่น เวลาสมัครงาน...หากความสามารถทางภาษาเท่ากัน (หมายถึงดูจากเอกสาร...เช่น...ใบสอบวัดระดับ ได้ระดับสองเท่ากัน...) คนที่เคยไปอยู่เมืองนอกมาย่อมสะดุดตามากกว่าครับ
3) แล้วถ้าเปรียบเทียบการเป็นล่าม กับการเป็นคนแปลหนังสือหรือแปลเอกสาร มีข้อแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหนยังไงน่ะค่ะ
คนเป็นล่ามจะต้องฟัง ทำความเข้าใจ แล้วพูดออกมาเป็นภาษาของตนเอง (อาจมีเวลาเปิดพจนานุกรมหาคำศัพท์ได้ในบางกรณี แต่ส่วนใหญ่จะต้องแปลไปก่อน แล้วค่อยมาค้นหาคำศัพท์ทีหลัง) บางงานที่มีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้า รู้ว่าจะต้องแปลเกี่ยวกับอะไร หรือได้รับเอกสารมาก่อน ก็สามารถเตรียมคำศัพท์ที่คิดว่าจะต้องใช้ รวมถึงคำศัพท์ที่ไม่เข้าใจเอาไว้ก่อนได้ (เหมือนเก็งข้อสอบนั่นแหละครับ)
ส่วนคนแปลหนังสือ แปลเอกสาร จะต้องอ่านต้นฉบับภาษาต่างประเทศ จากนั้นก็ค้นหาความหมายของคำศัพท์ที่ไม่เข้าใจ (ซึ่งคนแปลหนังสือและเอกสารก็จะมีเวลาหาคำศัพท์ ค้นคว้าข้อมูลได้มากกว่า) จากนั้นก็ทำความเข้าใจในเนื้อหา แล้วเรียบเรียงออกมาเป็นภาษาของตนเอง
แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับงานทั้งสองแบบก็คือ ความถูกต้องในการแปลนั่นเอง ^^
โชคดีที่มีคำถามให้เจ้าของบล็อกยกมาตอบ...แต่ก็เป็นแค่ความเห็นส่วนบุคคลนะครับ...ตอนนี้ก็เป็นล่าม+ยามเฝ้าโกดังตัวอ้วน ๆ คนนึง...เพิ่งทำงานมาได้ปีกว่า ๆ ความเห็นที่ตอบไปอาจจะไม่ถูกต้องครบถ้วย...เอิ้ว...ครบถ้วนทั้งหมด...แต่ก็คิดว่าคงมีประโยชน์บ้างล่ะน่า...ถ้ามีใครแวะมาเหลียวแลบล็อกนี้และอยากแนะนำ ซักถาม หรือสาปแช่งก็เชิญนะครับ...เพื่อเป็นการเรียนรู้...ผมยินดีรับทุกความคิดเห็นครับผม ^^
ไปกินข้าว + ทำใจก่อนนะครับ...พักเที่ยงแล้ว (วันนี้โดนเฉ่งซะหลายเรื่อง...ทำให้เริ่มเสียสติ...[แต่ไม่เกี่ยวกับงานล่ามนะฮะ...งานเฝ้าโกดังน่ะ...TAT ] )
ซี ยู อะ เกน
may the frog be with you
ขอชาวดาวเคโรนจงสถิตย์อยู่กะท่าน... (__ __")a







แต่ว่ามีบางคน(ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ที่พบ) มักจะอ่อนภาษาไทย 555
ประมาณว่าพี่แกเข้าใจอยู่คนเดียว แต่แปลออกมาเป็นภาษาไทยฟังไม่รู้เรื่อง สรุปความคิดไม่ได้ทำนองนี้ค่ะ
เจ้านายใจร้ายแท้ๆ ให้ล่ามไปเฝ้าโกดัง เฮ้อ....
คงพอๆกัน เราเป็นเลขา แต่ไม่มีแม่บ้านประจำออฟฟิศ
ในฐานะหญิงเดี่ยวก็ต้องเป็นแม่บ้านไปในตัว 555
#1 By your_natty on 2008-03-07 13:55